ผู้เขียน หัวข้อ: สรุปงานไตรมาสแรกปี 59+แนวทางงานไตรมาส 2  (อ่าน 458 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ X-Ray

  • ประทาน
  • เงา Hard Coat
  • *****
  • กระทู้: 6988
##ไตรมาสแรกปี 59 คือ มกราคม 59-มีนาคม 59##
- ผลประกอบการดีกว่าทุกปีที่ผ่านมา
  เพราะปลายปี 58 มี
  1.ปรับเปลี่ยนโครงสร้างทีมช่างครั้งใหญ่แบบล้างบาง
     ตั้งแต่ปลายปี 58
  2.ประมูลรถมาตั้งแต่ปลายปี 58
  3.ขยายพื้นอู่ให้ใหญ่ขึ้นอีกกว่า 4 เท่าตัว
  4.รับช่างศูนย์แบบ 100%
  5.เพิ่มช่าง
  6.เพิ่มเครื่องมือ
  7.มีการซื้อขายรถยนต์+ปั้นรถเก็บงานปล่อยขาย
  8.ซื้อขายอะไหล่รถยนต์มือ 2
  9.รับซ่อมรถจากเต็นท์ จากอู่อื่น จากลูกค้าที่มาจากศูนย์
  10.ปล่อยรถเช่า ให้กับบริษัท
  11.ซ่อมรถประกัน (รถชน รถอุบัติเหตุ)
  12.ขายอะไหล่บอดี้ แก่ตัวแทนบริษัทประกัน
  13.ขายอะไหล่แก่อู่ ตจว. (ส่งอะไหล่ผ่านขนส่ง NTC)
  14.ขายอะไหล่มือ 2 แก่กลุ่มรถบ้าน
 ##กำไรจากผลประกอบการในข้อ 7-14 เป็นรายได้ใหม่จากการ
      ขยายธุรกิจในด้านรถยนต์ตั้งแต่ปลายปี
     เมื่อรวมกับผลประกอบการเดิม ที่ซ่อมรถบ้าน (ซึ่งก็เยอะมากขึ้นทุกปีอยู่แล้ว)
  ทำให้ไตรมาสแรกปีนี้ เกิดผลประกอบการแบบก้าวกระโดด

  15.แต่ก่อนจ่ายค่าตอบแทนช่างที่สูง ในคนๆเดียว
   ได้เปลี่ยนแนวมาเป็นแบบ กระจายค่าตอบแทนให้ช่างหลายคน
   เช่นในเงิน หกหมื่น ถึง เกือบแสน ใน 1 คน/เดือน
   (รวมโอ รวมเบี้ยขยัน รวมอาหาร 3 มื้อ รวมเลี้ยงกลางคืน รวมสวัสดิการรถยนต์
   เชื้อเพลิง ที่พัก กินอยู่ฟรี ไม่มีที่ไหน ให้เท่าได้ที่นี่)
  เงินก้อนนี้ 1 ก้อน ก็กระจายมา 3 ก้อน,ดังนั้น ช่าง 1 คน กลายเป็น 3 คน
  ช่าง 3 คนเป็นช่างศูนย์ งานเดินเร็ว 3 เท่า (หรือมากกว่า)...
  แต่ผมจ่ายเท่าๆเดิม (แต่ผมรวยเร็วขึ้น 3 เท่า) เพิ่มเบี้ยขยันเพื่อสร้างกำลังใจ
  เมื่อได้กำลังใจ แต่งานเดินเร็วไปได้อีกเท่าตัว..ศักยภาพมนุษย์ยังดึงออกมาได้อีกเรื่อยๆ
  อยู่ที่ว่าผู้บริหาร จะมีกลยุทธ์อย่างไร
  ช่างไม่เหนื่อยมากด้วย เหยื่อยเกินกำลังไม่ได้ เพราะงานบางอย่าง
  ต้องใช้ความระวัง และ ความละเอียดสูง ช่วงนี้ผมเน้นตรงนี้ด้วย
  เพราะรถมีแต่เยอะขึ้น แต่อัตรากำลังไม่พอ ไปโหมงานกับช่างคนเดิม
  สรุปเบลอ เพราะเหนื่อยล้า+เครียดจากรถซ่อมยาก สุดท้ายไปกันใหญ่
  ผมโดนบ่อย เลยมีแนวคิดบริหารแบบใหม่ คือ ใช้เงินก้อนที่เป็นค่าแรงเท่าเดิม
  แต่ช่างเยอะขึ้น
  ช่างเยอะ สามารถกระจายกำลังไปในรถหลายคัน ผมบริหารงานง่ายขึ้น

  ทุกองค์กร มีการเมืองภายใน ในชนชั้นลูกจ้าง
  หากผู้บริหาร ไม่ใกล้ชิดลูกน้อง หรือ มีคนไว้ใจได้ในองค์กรคอยรายงานเรื่องนี้
  จะไม่ทราบปัญหา..หากปล่อยไปเนิ่นนาน ผลเสียหายจะไปถึงคุณภาพงาน
  ไปถึงชื่อเสียง ไปถึงลูกค้า สุดท้ายสู่ผลประกอบการที่ต่ำลง
  การบริหารจัดการบุคลากรในองค์กร สำคัญพอๆกับบริหารองค์ให้มีผลประกอบการดี
  หากมีการเมืองภายใน ผมจะต้องจัดการทันที
  เพราะตัวอย่างมีให้เห็น สุดทายเสียหายมาก เช่น
  นักบินทำการบินเกินชั่วโมงบิน เพราะนักบินน้อย
  (ไม่ต่างกับช่างที่ทำงานเยอะเกิน เพราะช่างน้อย)
  +มีการ audit ในองค์กร (ไม่ต่างกับอู่ ที่ต้องกวดขันเรื่องคุณภาพงานซ่อม
   เพราะซ่อมรถยังไม่จบในเวลาที่ควรเป็น และ กลับมาแก้งานเยอะ)
  + นักบินเรียกร้องค่าตอบแทน ในขณะที่สายการบินแข่งลดราคาตั๋ว
  (ช่างเรียกร้องค่าตอบแทน ในขณะที่รถยังซ่อมไม่จบ และ อู่ยังปล่อยรถ
  ไม่ได้, เมื่อปล่อยไม่ได้ ก็เก็บลูกค้าไม่ได้ และ ที่สำคัญ ยังไม่ครบการทำงาน 1 เดือน
  ก็ไม่รู้จะรีบเอาเงินไปใช้อะไรนักหนา เพราะก่อนหน้านั้นค่าตอบแทนได้ครบหมด
  และ เยอะด้วย (ในตลอด 2 ปี) คือ ผมจ่ายค่าตอบแทนก่อนครบเดือนจนสร้างความเคยตัว
  พอไม่ได้ค่าตอบแทนเร็วอย่างที่เคยได้ สุดท้ายมีออกอาการ และ รถก็ยังซ่อมไม่จบ
  ยังมีออกอาการเรียกค่าตอบแทน (ที่ยังไม่ครบเดือน)
  สุดท้ายให้ยุติการทำงานเลยดีกว่า
  สุดท้ายช่างทีมใหม่ ผมจ่ายเป็นเดือน (ไม่ใช่ทุก 3 วัน ทุก 7 วัน หรือ ทุก 15 วัน
  ผมจะจ่ายให้ทุกวันยังได้ ทุกอาทิตย์ก็ได้ แต่เห็นบางลีลาผมก็ไม่อยากจะจ่ายเร็วให้เลย
  นี่มันอู่ผม สร้างมากับมือคนเดียว มาทำตัวต่อรองผมไม่ได้
  แรงงานไทยปกครองยากครับ ใครเป็นผู้ประกอบการเองจะเข้าใจ
  สุดท้าย จากอาชีพรับจ้างไปเป็นผู้ประกอบการเอง ก็จะเข้าใจเอง
  และจะรู้ว่าที่ผ่านมา ผมก็ใจดีมากแล้วครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 17, 2016, 01:50:55 pm โดย X-Ray »

Lumina.. My life & Style

ออฟไลน์ X-Ray

  • ประทาน
  • เงา Hard Coat
  • *****
  • กระทู้: 6988
Re: สรุปงานไตรมาสแรกปี 59+แนวทางงานไตรมาส 2
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: เมษายน 17, 2016, 01:51:51 pm »
มีการ edit เพิ่มเติมเนื้อหาในโพสแรกนะครับ
เผื่อว่าไม่ได้อ่าน จะได้กลัยไปอ่านอีกรอบ

Lumina.. My life & Style

ออฟไลน์ X-Ray

  • ประทาน
  • เงา Hard Coat
  • *****
  • กระทู้: 6988
Re: สรุปงานไตรมาสแรกปี 59+แนวทางงานไตรมาส 2
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: เมษายน 17, 2016, 02:19:00 pm »
ต่อจากข้อ 15 ในโพสแรก
จากข่าวกัปตันหยุดบิน ทิ้งผู้โดยสาร อ้างว่าเหนื่อย อึดอัด อะไรก็แล้วแต่
สุดท้ายองค์กรจะไปไม่รอด (ทุกวันนี้ องค์กรนี้ก็ยังวุ่นวาย)
แบบนี้ผมเคยเจอบ่อย ช่างทิ้งงาน ทั้งๆที่รถจอดเต็มอู่ (ไม่ใช่ครั้งเดียว
แต่หลายครั้ง และ ทุกครั้ง ยังให้มาทำงานเหมือนเดิม ยังให้โอกาส
เป็นที่อื่น เค้าคงไม่ให้กลับมาทำแล้ว
แต่ครั้งหลัง มีแต่เรื่องหนักข้อกว่าเดิม แถมชวนลูกน้องคนสนิทผมอีก
แต่ลูกน้องคนสนิทไม่ไหลตามไปด้วย ทุกวันนี้ก็ยังเป็นลูกน้องที่ผมไว้ใจที่สุด
จนผมแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทั่วไป มีอำนาจตัดสินใจแทนผม
ทุกวันนี้ ไม่ต้องขับวิน และ ลูกเมียสบาย ไปไหนมาไหน ตจว. ผมยกรถให้ใช้
มีเงินผ่อนบ้าน ส่งลูกเรียนที่ดีๆ คือ ลูกน้องรักนายอย่างแท้จริง
ในเรื่องปวดหัว ผมยังมีเรื่องโชคดีอยู่บ้าง

ช่างทิ้งงาน ไม่มีช่าง ผมต้องเอารถไปทำข้างนอก และ โทรติดต่อ outsource มาช่วย
(ลักษณะอย่างนี้แหละ ที่ผมเปลี่ยนอู่บ่อย ในช่วงผมเริ่มทำอู่ใน 3 ปีแรก)
บางทีรู้สึกว่า outsource นั้นรักเรา ช่วยเราอย่างยินดีมากกว่าช่างที่เราจ้างประจำแบบค่าตอบแทนแบบสูงลิ่ว
คิดเรื่องนี้ทีไร แค้นทุกที ยังคิดว่าไปให้โอกาสอะไรตั้งหลายครั้งทำไม

พอล้างบางเสร็จ เริ่มรับช่างใหม่ หากเจอช่างออกอาการแนวนี้อีก ผมให้ออกทันที
ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนถึงวันนี้ ให้ออกไปแล้ว 4 คน
เพราะจากประสบการณ์ที่ร่วมงานกับช่างหลากหลายรูปแบบ,ผมต้องเด็ดขาดกว่าเดิม
ยิ่งมีรวมหัวกัน มาลีลาอะไรกับผมก็แล้วแต่ ผมให้ออกยกทีมทันที
ไม่มีใครสามารถมาต่อรองอะไรผมได้นะครับ เพราะนี่อู่ผม
ด้วยการบริหารคนแบบใหม่ ทำให้งานผมไหลลื่นได้มากกว่าเดิมหลายเท่า
ช่วงนี้ ไม่มีง้อช่างครับ ช่างที่ผมเคยจ้างจาก outsource อยากมาทำที่นี่ทั้งนั้น
เพียงแต่ติดขาใหญ่ที่อู่ เลยไม่มีโอกาสเข้ามา..ตอนนี้ไม่มีขาใหญ่ แรงงานเก่งๆ
เริ่มหลั่งไหลเข้ามา..ใครขยัน ตั้งใจ ซื่อสัตย์ ก็ได้ค่าตอบแทนที่ดี ได้คุณภาพชีวิตที่ดี ครอบครัวสบาย
ใครทำตรงข้ามอย่างที่ว่า ผมให้ออกสถานเดียว

เดี๋ยวมาต่อครับ ไปร่วมงานสังคมแป๊ป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 17, 2016, 08:54:53 pm โดย X-Ray »

Lumina.. My life & Style

ออฟไลน์ X-Ray

  • ประทาน
  • เงา Hard Coat
  • *****
  • กระทู้: 6988
Re: สรุปงานไตรมาสแรกปี 59+แนวทางงานไตรมาส 2
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: เมษายน 18, 2016, 12:32:31 am »
ต่อจากข้อ 15 ในโพสแรก
จากข่าวกัปตันหยุดบิน ทิ้งผู้โดยสาร อ้างว่าเหนื่อย อึดอัด อะไรก็แล้วแต่
สุดท้ายองค์กรจะไปไม่รอด (ทุกวันนี้ องค์กรนี้ก็ยังวุ่นวาย)
แบบนี้ผมเคยเจอบ่อย ช่างทิ้งงาน ทั้งๆที่รถจอดเต็มอู่ (ไม่ใช่ครั้งเดียว
แต่หลายครั้ง และ ทุกครั้ง ยังให้มาทำงานเหมือนเดิม ยังให้โอกาส
เป็นที่อื่น เค้าคงไม่ให้กลับมาทำแล้ว
แต่ครั้งหลัง มีแต่เรื่องหนักข้อกว่าเดิม แถมชวนลูกน้องคนสนิทผมอีก
แต่ลูกน้องคนสนิทไม่ไหลตามไปด้วย ทุกวันนี้ก็ยังเป็นลูกน้องที่ผมไว้ใจที่สุด
จนผมแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทั่วไป มีอำนาจตัดสินใจแทนผม
ทุกวันนี้ ไม่ต้องขับวิน และ ลูกเมียสบาย ไปไหนมาไหน ตจว. ผมยกรถให้ใช้
มีเงินผ่อนบ้าน ส่งลูกเรียนที่ดีๆ คือ ลูกน้องรักนายอย่างแท้จริง
ในเรื่องปวดหัว ผมยังมีเรื่องโชคดีอยู่บ้าง

ช่างทิ้งงาน ไม่มีช่าง ผมต้องเอารถไปทำข้างนอก และ โทรติดต่อ outsource มาช่วย
(ลักษณะอย่างนี้แหละ ที่ผมเปลี่ยนอู่บ่อย ในช่วงผมเริ่มทำอู่ใน 3 ปีแรก)
บางทีรู้สึกว่า outsource นั้นรักเรา ช่วยเราอย่างยินดีมากกว่าช่างที่เราจ้างประจำแบบค่าตอบแทนแบบสูงลิ่ว
คิดเรื่องนี้ทีไร แค้นทุกที ยังคิดว่าไปให้โอกาสอะไรตั้งหลายครั้งทำไม

พอล้างบางเสร็จ เริ่มรับช่างใหม่ หากเจอช่างออกอาการแนวนี้อีก ผมให้ออกทันที
ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนถึงวันนี้ ให้ออกไปแล้ว 4 คน
เพราะจากประสบการณ์ที่ร่วมงานกับช่างหลากหลายรูปแบบ,ผมต้องเด็ดขาดกว่าเดิม
ยิ่งมีรวมหัวกัน มาลีลาอะไรกับผมก็แล้วแต่ ผมให้ออกยกทีมทันที
ไม่มีใครสามารถมาต่อรองอะไรผมได้นะครับ เพราะนี่อู่ผม
ด้วยการบริหารคนแบบใหม่ ทำให้งานผมไหลลื่นได้มากกว่าเดิมหลายเท่า
ช่วงนี้ ไม่มีง้อช่างครับ ช่างที่ผมเคยจ้างจาก outsource อยากมาทำที่นี่ทั้งนั้น
เพียงแต่ติดขาใหญ่ที่อู่ เลยไม่มีโอกาสเข้ามา..ตอนนี้ไม่มีขาใหญ่ แรงงานเก่งๆ
เริ่มหลั่งไหลเข้ามา..ใครขยัน ตั้งใจ ซื่อสัตย์ ก็ได้ค่าตอบแทนที่ดี ได้คุณภาพชีวิตที่ดี ครอบครัวสบาย
ใครทำตรงข้ามอย่างที่ว่า ผมให้ออกสถานเดียว

เดี๋ยวมาต่อครับ ไปร่วมงานสังคมแป๊ป
ไปร่วมงานสวดอภิธรรมรุ่นพี่รังสีรามา ,พี่รุ่น 13 (ผมรุ่น 26)
ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวจำปานิลด้วยครับ
สัญชาตญาณคนเป็นพ่อครับ
http://www.dailynews.co.th/regional/392070

ได้เจอเพื่อน พี่น้อง อาจารย์รังสี อาจารย์แพทย์ภาควิชารังสีรามา
บุคลากรภาควิชารังสีรักษารามา
เพื่อนร่วมรุ่น จำผมได้อยู่แล้วครับ (คือหากพูดถึงผม เพื่อนก็จะพูดกันแต่คำว่า
"ไอ้ยอดมันเก่ง" ทุกวันนี้ ก็ยังเก่งครับ)
อาจารย์ และ รุ่นพี่ ผมเป็นที่จดจำในเรื่องเรียนเก่งที่สุดในรังสีรามา
เกียรติประวัติที่ยืนยาวเป็นที่จดจำมายี่สิบกว่าปี
คนเรียนเก่งประจำรุ่น ก็มีทุกรุ่น ทุกปี..แต่ที่เก่งสุดๆไปเลย คือ รุ่น 26
แต่เหรียญมี 2 ด้านครับ ความเก่งของผม ก็กลายเป็นเรื่องได้ ตามที่จะเล่าด้านล่าง

เป็นคนดัง ตั้งแต่อายุ 18 ,เรียนปี 1 รุ่นพี่รู้จักรุ่นน้องคนนี้ตั้งแต่สมัยรับน้องปี 1
รับน้องระบบ sotus รังสีรามานั้นหลายเดือน ก็มีประกาศคะแนนสอบในห้องเชียร์
คนคะแนนท๊อป ต้องมาวิดพื้นกับคนคะแนนต่ำสุด
คนท๊อป ก็หน้าเดิม คนเดิม ..คนคะแนนต่ำสุด ก็หมุนเวียนเปลี่ยนหน้ามา
ยิ่งหมดรับน้อง sotus ,คะแนนผมลิ่วๆจนเอาไม่อยู่
ปัญหาช่วงนั้นเกิดขึ้น โดยไม่มีใครคิดว่ามันจะเกิดได้ ,เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้น
ใครที่เคยผ่านเรื่องตัดเกรดอิงกลุ่ม กับ อิงเกณฑ์ จะพอเข้าใจ
เมื่อคนทำคะแนนสูงสุด ทำคะแนนห่างจากคนทำคะแนนรองท๊อปมามากๆ
แล้วที่เหลือคะแนนเกาะกลุ่มกัน...หากช่วงคะแนนมาแบบนี้ คนได้ A จะมีคนเดียว
คนได้ B+ จะไม่มีเลย..จะรองจาก A คือ B เลย
ส่วนใหญ่ที่เหลือ จะเกรด C

อาจารย์ประจำวิชาไม่ได้หนักใจ และ ไม่ได้เรียกผมพบแต่ประการใด
แต่รุ่นพี่หนักใจเรื่องนี้ และ เรียกทุกคนในรุ่นเข้าห้อง แล้วรุ่นพี่ก็พูดเรื่องนี้
กลางห้องประชุม...
คือคนทำคะแนนสูง ก็ให้ทำคะแนนลงมาหน่อย
คนทำคะแนนต่ำ ก็ตั้งใจขึ้นมาหน่อย จะได้ไปรอดกันทั้งรุ่น
ความเห็นถูกแบ่งเป็น 2 ฝ่ายในเรื่องนี้
ฝ่ายที่เห็นใจผม
กับฝ่ายที่เห็นด้วยกับรุ่นพี่
คือด้วยความที่ผมเป็นรุ่นน้อง+เด็กต่างจังหวัดที่เพิ่งเข้ามาเรียนใน กทม.
ผมไม่มีคำโต้แย้งใดๆกับรุ่นพี่อยู่แล้วครับ ก็รับทราบกันไป
(ปี 2 ผมต้องฝึกงานกับรุ่นพี่ในแผนกด้วย)
ผมไม่ได้นำเรื่องนี้คุยกับใคร แม้กระทั่งอาจารย์ที่ปรึกษา แม้กระทั่งที่บ้าน
แต่ในกลุ่มเพื่อนกลุ่มนึง ที่มักจะให้ผมไปช่วยติวก่อนสอบ จะเข้าใจอยู่บ้าง
คือในเมื่อรู้ว่าข้อนี้ถูก แล้วให้ผมกาข้อผิดเนี๊ยนะ..มันแปลกๆ (ในความคิดเด็กวัย 18)
ลืมบอกไปครับ ว่าส่่วนใหญ่ผมได้คะแนนเต็มเกือบทุกวิชา
แม้กระทั่งวิชาที่ไม่เคยมีใครได้เต็มตั้งแต่เปิดโรงเรียนรังสีมา..ผมได้เต็ม
มีถึงขั้นเคยเสนออาจารย์ให้แยกคะแนนผมไปเลย ไม่ต้องรวมอิงกลุ่ม
คำถามในใจผม คือ ผมเป็นตัวปัญหาหรือ?
ถึงขนาดเคยมีเพื่อนร่วมรุ่น จะมาต่อยผมด้วยเรื่องคะแนนสอบผม
(เป็นเพื่อนที่เรียนเก่ง คะแนนดีด้วยนะครับ,ไม่ใช่เพื่อนคะแนนน้อยที่จะมาต่อยผม)
ผมไม่เคยโวยวายใคร (เด็ก ตจว. เพิ่งเข้า กทม. จะเงียบๆ ซื่อๆครับ
ไม่กล้ามีเรื่องกับใครหรอก โดยเฉพาะรุ่นพี่,เพื่อนจังหวัดโคราชก็ไม่มี
เพราะสอบเข้าเรียนที่นี่ ที่โคราชรับ 1 คน..แล้วส่งมาเรียนรังสีรามา)

มีอยู่ครั้งนึง ต้องโวยวายหน่อย เพราะมันบื้อจริงๆ
เป็นข้อสอบอัตนัย ,มี scenario มาให้
แล้วก็ให้เขียนตอบ จากข้อ 1,2,3 ไปเรื่อยๆ
ใครผิดข้อ 1 จะผิดยาวลงมาเลย
ข้อนี้ผมจำได้ดี ...อ่าน scenario จบ
ข้อ 1.ต้องเขียนตอบ colles' fracture
ข้อ 2.ต้องเขียนตอบ fracture of the distal radius
3.ต้องเขียนตอบ film Rt. wrist joint True AP+Lateral
แล้วจะมีถามข้อ 4 ,5 ไปเรื่อยๆ
จะเห็นว่าผิดข้อ 1 ก็จะผิดยาวเรื่อยๆลงมาทุกข้อไงครับ
ข้อนี้มีผมตอบถูกคนเดียว คือผมงงเพื่อนๆมาก
คือต้องถามมันว่าไม่รู้จัก colles' fracture กันเหรอวะ..
คือทั้งรุ่นมันก็เรียนห้องเดียวกัน นี่มึงเรียนห้องเดียวกันรึเปล่า?
พักหอ ก็หอเดียวกัน (ในซอยศาสนา) ตำรา และ อาจารย์ ก็เหมือนกัน
คือเข้าใจว่าอาจารย์ท่านนี้ออกข้อสอบยาก ไม่มีออกพื้นๆง่ายๆ
(เป็นที่รู้กันทุกรุ่น)
ศัพท์เฉพาะ และ แปลกๆนั้นต้องจำเลย
แล้วที่ทำผมต้องโวยวาย หัวเสียกับเพื่อน เพราะเป็นการสอบใน part upper extremity
เวลาตอบแบบเดา, จะเดา hand ,elbow joint ก็ไม่น่าเกลียด (เพราะอยู่ในส่วน
กระดูกรยางค์บน)
นี่เล่นตอบกระดูกต้นขา (femur) เลย ซึ่งอยู่ใน part lower extremity
จะไม่ให้ผมโวยวายเพื่อนได้ไง

ส่วนการแก้ปัญหาเรื่องคะแนนทิ้งห่าง
ไปจบที่การช่วยกันติวเป็นกลุ่มๆ ,เก็งข้อสอบ
โดยเพื่อนที่เก่งรองลงมาจากผม (ประมาณ 5 คน) ก็ช่วยกันติว
สุดท้ายแก้ปัญหาได้..ไม่ต้องไปจบที่ผมต้องไปกาข้อผิดแทนข้อถูก
ทางอาจารย์ ตัดเกรดช่วย โดยพิจารณาคะแนนผมแยกออกไป
(คือคนได้คะแนนรองจากผมมากๆ ก็ยังได้ A)
เพื่อนพอใจ รุ่นพี่พอใจ ที่รุ่นน้องช่วยกันแก้ปัญหาได้
ผมเลยไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป
พอปี 2 เริ่มฝึกงานตามห้องในแผนกเอ็กซเรย์รังสีรามา (รู้ยัง ว่าชื่อ user X-Ray มาจากไหน)
ตั้งแต่ห้อง plan film,CT,ห้อง skull,ห้องสวนหลอดเลือด,MRI,ultrasound
รุ่นพี่ได้เจอผมตัวเป็นๆก็คราวนี้ การลองภูมิย่อมเกิดขึ้น เมื่อรุ่นพี่อันดับ 1 ของแต่ละรุ่น
ต้องมารับผมฝึกงาน และ ให้คะแนนฝึกงาน...
ความน่าทึ่ง เมื่อเสียบฟิล์มที่ view box ไม่ใช่แค่เรื่องตอบได้
แต่ตอบได้เร็ว ต่อเนื่อง เป๊ะด้วย..นี่หรือ คือ เด็กที่เพิ่งจบปี 1
แต่ เกรด 4.00 นะ
(เพราะกว่าจะรู้ขนาดนี้ ต้องทำงานเป็นปีๆในห้องเอกซเรย์
กว่าจะไล่กายวิภาคศาสตร์ได้ครบ)
ก็เรียกว่าสมคำร่ำรือจริงๆ มันเก่งจริง รุ่นพี่เริ่มยอมรับผม

ถึงเวลาที่รุ่นพี่ต้องสอบปากเปล่ารุ่นน้อง รุ่นพี่ยังคุยกัน
ว่าสอบไอ้ยอด คงต้องเปิด text book สอบมัน
(ตอนนั้น รุ่นพี่พอเริ่มรู้แล้ว ว่าผมรู้เยอะจริงๆ รู้เกินเพื่อนร่วมรุ่นไปมาก)
การฝึกงานผ่านไปได้ด้วยดี ด้วยความรู้ ความสามารถที่เรียนมาครับ
แม้รุ่นพี่บางห้อง ให้คะแนนผมแบบคาใจผมมาก แต่ชีวิตต้องเดินต่อไป อย่าคิดมาก
เราเก่งจริง ไม่เก่งจริง..ไม่มีใครรู้ดีกว่าตัวเราเอง

sotus เป็นระบบการรับน้อง ที่ค่อนข้างโหดครับ (ผมได้เป็นแสบประจำรุ่นด้วย
คือพวกแข็งแรง ว่ายน้ำเป็น ช่วยเพื่อนได้ พวกอึด ทน)
สอนให้เพื่อน พี่น้อง รัก และ ช่วยเหลือกัน..เรียน ก็ต้องจบไปด้วยกันทั้งรุ่น
ที่เล่ามา ก็เพื่อจะสื่อว่าความเก่ง มันก็ดีครับ แต่เหรียญย่อมมี 2 ด้าน
สุดท้าย ผมผ่านปัญหาตรงนั้นมาได้
เรื่องราวเป็นที่จดจำ ทั้งเพื่อน รุ่นพี่ อาจารย์ บุคลากร ธุรการ ไปจนถึงโรงพยาบาลเอกชน
ที่มอบทุนเรียนดีให้กับผม
เอกชน เสนองานให้..เพื่อนถามว่าทำไมมึงไม่ไป
ผมตอบ..กูอยากกลับบ้าน (โคราช) ป้าอยากให้ไปอยู่ใกล้ๆแก (ป้าไม่มีลูกชาย มีแต่ลูกสาว
               เลี้ยงผมเหมือนลูกคนนึง
               ป้าเลี้ยงผมมาตั้งแต่อนุบาล,ผมไม่ได้เติบโตมาในครอบครัวพ่อ-แม่เลี้ยงดู
               โตมาในครอบครัวคนอื่น, ผมไม่ได้มีปมด้อยอะไรตรงนี้มาก ไม่ได้คิดมาก
               วันอนุบาลยังเล็กเกินกว่าจะคิดเรื่องพวกนี้, แต่ทำให้ผมแกร่งขึ้น
               เมื่อผมมีลูก ผมจึงเลี้ยงลูกเอง ไม่ส่งไปอยู่กับใคร
              ให้ความรัก ความเอาใจใส่ เพราะผมเข้าใจดี ว่าเด็กต้องการพ่อ-แม่ เพียงไร
              จะเรียนอะไรเอาเลย จะส่งเรียนให้เต็มที่เลย ยังไงลูกก็ต้องเก่งกว่าพ่อ
             เพราะพ่อเตรียมไว้ให้ทุกอย่าง..สมัยพ่อไม่มีอะไรสักอย่าง ดิ้นรนเองทั้งนั้น 555+
            ลูกโตเริ่มรู้เรื่อง และ ถึงเวลาฟังเรื่องเหล่านี้เมื่อไหร่ จะเล่าให้ฟังเลย มันเจ๋งมาก

ไปทำงานราชการ ก็มีความโดดเด่น ปัญหาที่เกิดกับผม ก็จะคล้ายๆกัน คือ ผมเก่งเกินไป
คงไม่ใช่ที่ๆเหมาะกับผมเท่าไหร่..คิดเสมอ ว่าจะหาเหตุผลออกจากที่นี่กับป้าอย่างไร?
สุดท้าย อ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ แข่งกับเด็ก ม.6
(ให้เหตุผลกับป้าไป ว่าอยากเรียนต่อ หากสอบได้ ผมจะไม่รบกวนคุณป้า
ผมจะหาเงินเรียนเอง..คือหากผมออกจากราชการไปแล้ว ผมไปไม่รอด
ผมจะรับผิดชอบตัวเอง ไม่รบกวนใคร (เรียนผูก ก็ต้องเรียนแก้เอง)
หากผมไม่ให้เหตุผลแบบนี้ ป้าคงไม่อนุญาต
รู้ว่าเป็นเรื่องทำร้ายจิตใจคุณป้า (สมัยนั้น นิยมให้ลูกหลานรับราชการ)
แต่ผมก็ตัดสินใจลาออกจากราชการ

หลังจากคิดว่าจะออกจากราชการไปเอ็นทรานซ์ใหม่
เน้นคณะแพทย์อย่างเดียว เคยสอบติดทุกคณะ (ยกเว้นแพทย์) แต่ไม่เอา
ก็ทำงานรับราชการต่อ แล้วสมัครสอบใหม่ปีถัดไป
ได้คณะเภสัชอุบลรุ่น 7 ,แม้ไม่ใช่คณะแพทย์ ผมอยากออกจากราชการเต็มที่แล้ว
เพราะระบบราชการคงไม่เหมาะกับผมหรอกครับ (สังคมราชการไทย
ขี้อิจฉา ไร้ความจริงใจ ขัดแข้งขัดขา เห็นใครดีกว่าไม่ได้ ส่วนใหญ่คนเก่งอยู่ไม่ได้
เคยได้ยินเค้าเล่่ามา ไม่คิดว่าจะเจอกับตัว)
ไปเรียนเภสัชก่อนแล้วกัน ค่อยมาสอบแพทย์ใหม่แล้วกัน (ที่บ้านไม่มีใครเห็นด้วย
เพราะอยากให้รับราชการ)
เรียนเภสัช ไม่ต่างกับตอนเรียนรังสีรามา...คะแนนลิ่วๆ
คะแนนไม่เหยียบเฉพาะคณะเดียว ไปเหยียบคณะ สาธารณสุข,วิศวะ,วิทยาศาสตร์
วิชาบริหาร คะแนนก็ยังไปเหยียบเด็กคณะบริหารอีก สอบเขียนบรรยายได้ 29 เต็ม 30
(รองท๊อปได้ 24 เป็นเด็กคณะบริหาร)
เด็กคณะบริหารถามกันใหญ่ ว่าใครวะได้ 29..พอรู้ว่าเป็นเด็กเภสัช ฉุนเลย ดิ้นกันใหญ่
ถามหาตัวผมกันให้ควัก
เรียกว่าโดนหยามศักดิ์ศรีมาก (พอรู้ว่าเทอมแรกผมได้ 4.00 ก็เลยเงียบไป..ไม่ดิ้นกันแล้ว)
ผมเก่งทั้งสายวิทย์ และ บริหาร ก่อนเข้าระดับอุดมศึกษา ผมอยากเรียนคณะบริหาร
แต่ ม.ปลาย เรียนสายวิทย์..เอ้า! วิทย์ก็วิทย์
มีการจัดโต้วาที กลุ่มผมทำได้ดีมาก ผมทำหน้าที่เป็นประธานการโต้วาที
ทางอาจารย์ได้ถ่ายวีดีโอไว้ แล้วนำวีดีโอนี้ ไปสอนเด็กคณะอื่นๆ ในเรื่องการโต้วาที
การดำเนินการโต้วาทีของผู้ทำหน้าที่ประธานการโต้วาที
ผมเลยดังไปทุกคณะ...ใครที่ถามๆว่าพี่ยอดคนไหน ได้เจอบนจอทีวีแล้วน้องงงง
เดินไปไหนมาไหนในมหาวิทยาลัยอุบล นี่มีแต่คนมอง แหม เป็นคนเด่นคนดังนี่ก็นะ 555+
สาวๆคณะอื่นสนใจเยอะ แต่ว่าพี่มุ่งจะเรียนและอ่านหนังสือเข้าแพทย์อย่างเดียวจ๊ะน้อง 555+
อาจารย์ภาษาไทย อาจารย์คณะบริหาร อาจารย์ภาษาอังกฤษ เวลาสอนเด็กคณะอื่น
ก็จะ refer มาที่ผมประจำ
วิชาเลือก อย่างบาสเกตบอล ยังได้คะแนนเต็มเลย
ยุคนั้นมันยุคของผมอย่างแท้จริง คนที่จะเก่งสูสียังไม่มีเลย ทิ้งห่างจริงๆ
ที่นี่ เป็นที่แรกเลยนะ ที่ผมได้มีโอกาสเรียนกับเด็กที่จบมัธยมโรงเรียนดัง
(ยิ่งในคณะแพทย์นี่เยอะเลย)
เคยเรียนกับเด็กกลุ่มที่มาจากโรงเรียนมัธยมมีชื่อเสียง ยอมรับเรื่องกระบวนการคิดวิเคราะห์
การกล้าแสดงออก การทำกิจกรรม พฤติกรรม มารยาทที่ดีของเด็กกลุ่มนี้ ผมยังชื่นชมไม่หาย
พ่อแม่ ก็ดูแลเอาใจใส่ดีมาก บางทีผู้ปกครองคณะเภสัชหลายท่าน ยังฝากผมช่วยดูแลน้องๆ
เรื่องเรียน เรื่องวิชาการ เรียนทันไม่ทัน ให้ไปถามพี่ยอดเค้า..
ชื่นชมผู้ปกครองที่ดูแลเอาใจใส่ลูกๆครับ
เรื่องพวกนี้ผมยอมรับ ว่าสู้เด็กกลุ่มนี้ไม่ได้ ยกเว้นเรื่องคะแนนสอบ
(เลยไม่ต้องแปลกใจหรอกครับ ที่ผมเตรียมลูกเข้าโรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร
ผมต้องเห็นข้อดีสิครับ เคยเรียนระดับอุดมศึกษาร่วมกับเด็กกลุ่มนี้มา
เราก็อยากให้ลูกเราเป็นอย่างนี้แหละครับ
ไม่ได้ไปติดค่านิยมเอาลูกเข้าโรงเรียนดังอะไรหรอกครับ
หากไม่ติดกลุ่มโรงเรียนสาธิต ก็เข้าโรงเรียนกลุ่มคาทอลิกไปครับ
เน้นซื้อสังคมที่ดีให้ลูก..ส่วนวิชาการ อยู่ที่ศรัทธาลูกแหละครับ ว่าจะสนใจแค่ไหน
หากยังไม่รู้จริงๆว่าโรงเรียนเหล่านี้ ดียังไง ก็อย่าเพิ่งพูดอะไรดีกว่า
จนกว่าคุณจะมีลูก แล้วเข้าโรงเรียน แล้วเติบโตตามระดับชั้น
จนเข้ามหาวิทยาลัย คุณจะเข้าใจเอง
ความจริง แค่ประถมปลายก็ชัดแล้วครับ ไม่ต้องรอถึงมหาวิทยาลัย
ก็พอทราบแล้วครับ ว่าลูกจะไปได้แค่ไหน
เหนื่อยอีตอนสอบเข้าสาธิตอนุบาล 3 ทีเดียวนี่แหละครับ
อีก 13 ปีถัดจากนี้ ยิงยาวจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเลย
(มัธยมได้โควต้าเข้าสาธิตปทุมวันเลย)
ไม่ต้องไปวิ่งสอบ ม.ต้น ,สอบเข้า ม..ปลายให้เหนื่อย
การช่วงชิงที่นั่งในชั้นเด็กเล็ก กลุ่มสาธิต ทั้ง 3 แห่ง
(สาธิต จุฬา,มศว ประสานมิตร,เกษตร..โรงเรียนในฝันของพ่อ-แม่ชาว กทม.)
จึงแข่งขันสูง ดุเดือด เข้มข้น เร่าร้อนนนน
เด็กกลุ่มสอบติด ไม่มีฟรุ๊ค ฝีมือล้วนๆ
ใครเคยเตรียมลูกสอบสาธิตโรงเรียนดัง แล้วสอบติด ไปถามดูได้เลย
เด็กเก่งๆกันทั้งนั้นครับ (ย้ำว่านี่คือเด็กอนุบาล 2 นะครับ)
พ่อแม่ดูแลเอาใจใส่ดีทุกคน (ไม่งั้นเด็กจะสอบติดได้ไง เด็กมันอ่านหนังสือได้เอง
หัดทำข้อสอบเอง เดินมาสอบเองได้ยังไง..พ่อแม่สอนทั้งนั้น)
ที่ถามๆว่าแข่งกันตั้งแต่อนุบาลเลยเหรอ?...ก็เพราะหากสอบติดนั้นยิงยาว ม.6 เลยนะครับ
สอบติดมหาลัยของรัฐในกรุงเทพได้อย่างไม่ยากเย็น
ติดแล้วไม่ต้องวิ่งหาโรงเรียนอะไรอีกแล้ว
ผมยังเหลือลูกคนเล็กอีกคน)

ผมมีโอกาสเรียนหลายที่ หลายสถาบัน เคยรับราชการตั้งแต่อายุ 20
ผมอยู่ในหลายสังคม หลายแบบ
ตั้งแต่ สังคมคนเรียนสูง สังคมคนเรียนหัวระดับกลางๆ
ใช้ชีวิตโลดแล่นตามใจ เดินทางตามทางที่ผมคิดว่าดี
และ คงจะส่งเสริมผมไปในทางที่เจริญ
เพราะแม้บ้านเราไม่รวย แต่เชื่อว่าความรู้ที่ผมขวนขวาย จะส่งเสริมผมได้

สมัยเรียน คิดอยากมีบ้าน มีรถเป็นของตัวเอง ก็ดูเกินฝันมาก
เพราะผมต้องสร้างเองทุกอย่าง คือนับจาก 0
แต่ทุกวันนี้ ก็มีหมดแหละ มีลูกแถมมาด้วย (เดิมไม่ค่อยคิดอยากมีลูก
อยากจะเรียน และ อยากจะทำแต่งาน)

สังคมเพื่อนหลากหลาย ทั้งที่เรียนในคณะกลางๆ คณะเด็กเก่งๆ คณะหัวกะทิ
ผมจึงพูดคุยได้ กับคนทุกอาชีพ ทุกวิชาชีพ
เจอรุ่นพี่รังสี ผมยกมือไหว้ทุกคน..แม้ผมจะเก่ง และไปไกลแต่ไหน เรียนสูงสักเท่าไหร่
แต่ไม่เคยลืมตัว ว่าโตมาจากไหน
รังสีรามา เป็นความทรงจำ และผมเจอภรรยาผมครั้งแรกที่นี่ เป็นแฟนกันตั้งแต่อายุ 18
จึงได้รับรู้เรื่องราวเส้นทางชีวิตผมมากกว่าใคร

สังคมขี้อิจฉา เพราะเราเก่ง หรือ เด่นเกิน ผมผ่านมาหมดแล้วครับ
ทั้งในสถาบันที่ผมเรียนตั้งแต่อายุ 18, ทั้งในแวดวงราชการ
ทั้งแวดวงคนมีครอบครัวที่มีลูก แล้วต้องมีการสอบแข่งขันของลูก
ดังนั้น เมื่อมาทำอู่ แล้วมันก็เป็นอู่ดัง,จะพูดว่าไม่ดัง ก็คงไม่ได้แล้วสินะครับ
(ไม่ใช่ดังเพราะโปรโมท หรือ ดังเพราะไปเอาอกเอาใจคลับรถไหนเป็นพิเศษ)
แล้วมีคนมาอิจฉาริษยาเนี๊ยะ...ผมบอกเลยว่าเหนื่อยเปล่า
หลายคนเค้าถอดใจเรื่องพวกนี้กับผมหลายคนแล้วครับ
เลิกเฝ้ามองดูความล่มสลายอะไรของผมได้แล้วครับ..ผมว่ามันเสียเวลาคุณเปล่าๆ
(ไม่เคยว่าพี่เสกโลโซทำอะไรถูกต้อง จนเมื่อเจอข่าวเร็วๆนี้ว่าทำร้ายทอมคนนึง
เพาะไปโพสว่าเค้าเสียๆหายๆ ใครไม่เคยโดน ไม่รู้หรอกว่ามันน่ารำคาญแค่ไหน)
ย้อนกลับไปอ่านที่ผมพิมพ์ด้านบนใหม่..ผมโตมาแบบไม่ธรรมดา
อย่าตัดสินคนอื่น โดยฟังจากปากคนอื่น..อย่าคิดว่าผมเป็นคนไม่มีน้ำยาอะไร
(เพื่อนร่วมรุ่น หรือ คนสนิทที่รู้จักผม ไม่เคยคิดแบบนี้อยู่แล้วครับ
ผมเป็นที่ยอมรับในบรรดาคนเก่งมีความสามารถในทุกที่ ที่ผมเคยใช้ชีวิตอยู่
รุ่นพี่ผมที่เพิ่งเสียชีวิตไปตามลิงค์ข่าวด้านบน เคยทำงานที่รามาหลายปี
เป็นพี่ที่เก่งมาก ทุกคนยอมรับ และ ได้ออกมาทำธุรกิจส่วนตัวจนร่ำรวย
ซื้อบ้าน ซื้อที่ดินไว้เยอะ คือ พี่เค้าประสบความสำเร็จกับธุรกิจจนร่ำรวย
รวยกว่าผมเยอะ..แต่หากพี่เค้าพูดถึงผมเมื่อไหร่ คุณจะได้ยินแต่คำว่า
"ไอ้ยอดมันเป็นคนเก่ง" คุณจะได้ยินแต่ประโยคนี้เรื่อยไป)

อิจฉาผม ไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่ความทุกข์เปล่าๆ และผมก็ไปของผมเรื่อยๆ
ทุกวันนี้มีความสุขดี ,happy family
งานรุ่ง ครอบครัวดี ตั้งแต่เกิดมา ก็ไม่มีอะไรจะสุขใจเท่านี้แล้ว

หากผมไม่ได้ทำอู่ ผมก็มีอะไรอย่างอื่นที่ทำได้เยอะแยะครับ
มันไม่ได้ล่มสลายอะไรหรอก บางทีมานั่งคิด ว่าเป็นอะไรกันมากรึเปล่านั่น
บางคน อายุพอๆกับผมนี่แหละ มีลูกมีครอบครัวแล้ว แต่คิดอะไรไม่เข้าท่า
ดูไม่เหมือนผู้ใหญ่ ดูเหมือนเด็กขี้อิจฉา
คงฟังคนอื่นมากไป ทั้งๆที่ก็ไม่ได้รู้จักอะไรผมมากเลย ไม่เคยเจอหน้ากัน
ไอ้คนไปเป่าหู ก็คือคนที่ผมด่าไปนั่นแหละ (มีไม่กี่คน และ ผมก็รู้ว่าใคร
หากมีเรื่องทำนองนี้ ก็รู้เลยว่าใคร ขบวนการหน้าเดิม คิดอะไรกันเดิมๆ
วนไป วนมา ทุกปีๆ)
มันคงแค้น และอับอาย เลยไปหาแนวร่วม
ทำไปก็เท่านั้นแหละครับ ทำกันมากี่ปีแล้วครับ น่าจะ 7-8 ปีแล้ว
ตั้งแต่ผมอยู่คลับรถเก่า..ได้อะไรขึ้นมาครับตอนนี้
ดูแล้วคงปล่อยให้เบื่อเอง แล้วคงเลิกทำเอง
7-8 ปีที่ผ่านมา น่าจะเอาเวลาไปพัฒนาตัวเอง ไปแต่งงานสร้างครอบครัว
เลี้ยงลูก มุทำงาน สร้างครอบครัว..พอมันยุ่ง ไม่มีเวลา จะลืมผมได้เอง
มีครอบครัว มีลูก จะเห็นสัจธรรมเอง มีอะไรอีกตั้งเยอะ ที่สำคัญกว่า

เด็กห้าว ถือว่าตัวเองเก่ง ท้าผมไปฟ้อง แถมบอกว่าตัวเองมีเส้นสาย..
คือกรูจะเสียเวลาทำไปทำไมฟร่ะ ไม่เคยให้ราคาเอ็งขนาดนั้น
แล้วจะฟ้องเมริงด้วยเรื่องอะไร? หากจะเอาจริงไม่ฟ้องหรอก มันเสียเวลา
โยนเงินจ้างคนไปตืบเมริงไม่ง่ายกว่าเหรอ?
ผมมีอะไรทำตั้งเยอะ ไม่มาเสียเวลากับเด็กแบบนี้หรอกครับ
แค่เรื่องหม้อน้ำใบเดียวมาพูดให้มันเป็นเรื่องเป็นราว หมดประกันไปเป็นปีๆ
โดนผมพูดยั่วหน่อย รั่วออกมายาวเลย ขี้เกียจอ่าน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 18, 2016, 01:12:33 am โดย X-Ray »

Lumina.. My life & Style