ผู้เขียน หัวข้อ: การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่เรื่อง Cholesterol  (อ่าน 2192 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ gokorat

  • รองประทาน
  • เงา Hard Coat
  • *****
  • กระทู้: 2005
  • เพศ: ชาย
    • Promote my web
การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่เรื่อง Cholesterol
« เมื่อ: ตุลาคม 09, 2012, 11:13:45 am »
การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่เรื่อง Cholesterol
ข่าวดีสำหรับผู้ที่มี Cholesterol สูง

Dr. Malcolm Kendrick แพทย์ผู้มีชื่อเสียงของอังกฤษ ได้ค้นคว้า “ความจริง” ของเรื่องคอเลสเตอรอล (Cholesterol) ซึ่งเป็นที่หวาดกลัวของคนทั่วโลกในยุคนี้ และได้เขียนหนังสือ “The Great Cholesterol Con” อาจแปลเป็นไทยว่า การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่เรื่อง Cholesterol ซึ่งเป็นหนังสือกำลังขายดีอย่างเทน้ำเทท่าในอังกฤษ มูลนิธิจึงได้เรียบเรียง สรุป และนำเสนอเรื่องที่ทุกคนควรอ่าน เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ เลือกแนวทางดูแลสุขภาพของท่าน ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจ มิได้มุ่งหวังจะโจมตีหรือขัดผลประโยชน์ใคร


สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดร่างกายจะสร้าง Cholesterol ขึ้นมาในตัวของมันเองอยู่ตลอดเวลา หากว่า Cholesterol เป็นสิ่งไม่ดีแล้วธรรมชาติจะสร้างขึ้นมาทำไม?    เราควรคิดกลับไปหาธรรมชาติ ซึ่งควรเป็นคำตอบที่ถูกต้อง


ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Cholesterol เกิดขึ้นมานานแล้ว เพราะมีผู้ต้องการสร้างภาพ Cholesterol ให้เป็นผู้ร้ายโดยใช้เงินมหาศาลพร้อมกับส่งเสริมให้กินน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน ฯลฯ  ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัว โดยมีบริษัทยาเริ่มให้ข่าวที่เหมือนเป็นการให้ความรู้มาก่อนว่า Cholesterol เป็นสิ่งที่น่ากลัว ถ้า Total Cholesterol สูงเกิน 200 mg/dl  (เดิม300และ250) ก็ควรกินยาลดไขมันในเลือด ซึ่งวงการแพทย์ส่วนใหญ่ก็เห็นดีเห็นงาม จากข้อมูล (Medical Journal) ที่บริษัทยาอยู่เบื้องหลังการทำวิจัยแบบลำเอียง เลือกกลุ่มข้อมูลบางส่วนที่จะเข้าทางบริษัทยาเท่านั้น แล้วทำการเผยแพร่ให้แพทย์และสาธารณะชนให้หลงหวาดกลัวโรคหัวใจ จึงยอมกินยาลดไขมันที่แพทย์แนะนำให้กิน























หนังสือ The Great Cholesterol Con โดย Dr. Malcolm Kendrick




 
 ต่อไปนี้เป็นข้อมูลจากอังกฤษ ซึ่งไม่ถูกครอบงำโดยบริษัทยา เหมือน FDA (Food & Drug Administration) ในอเมริกา ปกหน้าของหนังสือเล่มนี้เขียนไว้ว่า “This book will change the way you think about heart disease forever” เพราะเราถูกล้างสมองให้เชื่อว่าโรคหัวใจเกิดจาก Cholesterol สูง ตอนหลังมีแพทย์หลายคนคัดค้านว่าไม่เป็นความจริง เพราะ Cholesterol จะสูงหรือต่ำก็เป็นโรคหัวใจตายเท่ากัน

 
 

ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่ประชากรอายุยืนที่สุดและไม่โดนครอบงำโดยข้อมูลจากฝรั่งอเมริกัน ลองมาดูว่า คนญี่ปุ่นกินอย่างไร

 
 




 
 
 

 
จากข้อมูลจะเห็นว่า Total Calories ในปี 1958 ค่อนข้างสูง ถึง 2,837 แต่ในปี 1999 กลับลดลงมาเหลือแค่ 2,202 ลดลงจากอะไร ลองดูที่ Carbohydrate intake เดิม 84% ลดการบริโภคมาเหลือ 62% และเพิ่มโปรตีนจากเดิม 11% เป็น 18% แต่ดูอันสุดท้าย Fat intakeการบริโภคไขมัน) เพิ่มจาก 5% เป็น 20% กินน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 400% ทำให้ Total Cholesterol ของคนญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 20% แต่ดูผลจากกราฟข้างล่าง
 
 
 
 
 
 
 
 
 อัตราการตายลดลงถึง 6 เท่า โดยการลด Carbohydrate เพิ่ม Protein และ ไขมัน(ดี) 
ลองมาดูอัตราการตายด้วยโรคหัวใจเทียบกับระดับCholesterol ของประเทศอื่นๆกันบ้าง


 
 
 
 
จากกราฟ Average Cholesterol Levels ของขาว Aboriginals (คนพื้นเมืองในออสเตรเลีย) ต่ำที่สุด แต่กลับอัตราการตายสูงที่สุด ในทางกลับกัน ระดับ Cholesterol ของ Switzerland สูงที่สุด แต่อัตราการตายกลับต่ำสุด
 
 
เมื่อเริ่มตระหนักว่าผลการวิจัยที่ว่า Cholesterol สูงทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจนั้น ไม่เป็นความจริงตามที่บริษัทยาขู่เอาไว้ บริษัทยาเหล่านั้นจึงเบี่ยงเบนความสนใจว่าดู Total Cholesterol ไม่พอ ต้องดูละเอียดลงไปถึง LDL และ HDL โดยสร้างผู้ร้ายตัวใหม่ให้ LDL มีวิจัยตัวใหม่ชี้ว่า LDL เป็น Bad Cholesterol และ HDL เป็น Good Cholesterol
 
 
แต่เชื่อหรือไม่ว่าแท้ที่จริง ทั้ง LDL และ HDL ไม่ใช่ Cholesterol ทั้งคู่!!  หลอกกันได้ทั่วโลก!
 
LDL ย่อมาจาก Low-Density Lipoproteins
 
HDL ย่อมาจาก Hi-Density Lipoproteins “คุณแน่มากที่สามารถทำให้ทั้งแพทย์และประชาชนเชื่อว่า LDL และ HDL เป็น Cholesterol”
 
 
Lipoproteins คือ รูปแบบหนึ่งของไขมันผสมกับโปรตีน ที่สามารถละลายน้ำได้ และสามารถเคลื่อนตัวไปในกระแสเลือดได้ ส่วน Cholesterol คือ สารชีวเคมีอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งไม่สามารถละลายในน้ำได้ มันจึงต้องเข้าไปแทรกตัวอยู่ข้างใน Lipoprotein เพื่อที่จะใช้เป็นพาหนะนำพา Cholesterol เข้าไปในกระแสเลือดและไปซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ ซึ่ง Cholesterol เป็นสิ่งที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมาเองประมาณ 90% และมีความจำเป็นต้องใช้อย่างมาก! ร่างกายจะทรุดโทรมอย่างรวดเร็วถ้า Cholesterol ต่ำกว่า 200 ดังนั้นความเชื่อที่บอกว่า Cholesterol สูงแล้วมีโอกาสตายด้วยโรคหัวใจ ไม่เป็นความจริง ตรงกันข้าม ถ้าคุณกินยาลดไขมันเพื่อให้ Cholesterol ต่ำกว่า 200 อาจทำให้คุณเป็นโรคหัวใจวายตายเฉียบพลันได้สูงกว่า 3 – 4 เท่าของคนที่ไขมันสูงกว่า 200 แต่ไม่ได้กินยา
 
 

ความจริงเกี่ยวกับ Cholesterol
Cholesterol (คอเลสเตอรอล) หรือที่บริษัทยาครอบงำให้เรียกกันทั่วไปว่า “ไขมันในเลือด” ถูกแบ่งประเภทเป็น Cholesterol ตัวดี (HDL) และ Cholesterol ตัวเลว (LDL) แต่รู้หรือไม่ว่า Cholesterol นั้น “ไม่ใช่ไขมัน” เพียงแต่เป็นสารที่คล้ายไขมัน คือมีคุณสมบัติไม่ละลายในน้ำ โครงสร้างทางโมเลกุลของสารที่เป็นไขมันหรือกรดไขมัน จะมีส่วนประกอบทางชีวเคมี (Biochemistry) คือ คาร์บอน ออกซิเจน และไฮโดรเจน ลองไปเช็คหนังสือชีวเคมีดูท่านจะรู้ว่า Cholesterol มีโครงสร้างโมเลกุล ที่ไม่ใช่ไขมันแน่นอน แล้วใครล่ะที่เสี้ยมสอนให้วงการแพทย์เรียก Cholesterol ว่า ไขมันในเลือด และเรียก HDL ว่า Cholesterol ตัวดี และ LDL ว่า Cholesterol ตัวเลว เพราะทั้ง HDL และ LDL ก็ไม่ใช่ Cholesterol เด็ดขาด (โปรดดูภาพประกอบ)

 
 
  
 
HDL มาจากคำว่า High Density Lipoprotein และ LDL มาจากคำว่า Low Density Lipoprotein, Lipoprotein เป็นสารประกอบระหว่างไขมัน (เช่น Triglyceride) และ Protein ซึ่งละลายในน้ำเลือดได้ แต่ Cholesterol ไม่สามารถละลายในน้ำเลือดได้ จึงจำเป็นต้องแทรกตัวใน Lipoprotein เข้าไปด้วยจึงไปกับกระแสเลือดได้

 
 
ทำไมร่างกายถึงสร้าง Cholesterol ขึ้นมา
ตับสร้าง Cholesterol ขึ้นมาประมาณ 90% มันมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับร่างกายเรา เพราะอวัยวะทุกส่วนถูกสร้างขึ้นมาจาก Cholesterol ทั้งยังทำหน้าที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และเป็นส่วนประกอบของฮอร์โมนต่างๆ อันตรายอย่างยิ่งหากระดับ Cholesterol ในเลือดต่ำกว่า 200 เพราะจะทำให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองไม่ทัน ฉะนั้นไม่มีเหตุผลที่จะต้องกินยาลดระดับ Cholesterol ในเลือด เพียงการหลงเชื่อว่า Cholesterol เป็นผู้ร้าย โดยไม่เข้าใจว่า เรากำลังเป็นเหยื่อของบริษัทยา
 
 

ที่มาของยาลด Cholesterol  ชื่อ  Statin
มาจากชื่อเต็มว่า Lovastatin เป็นยาเบื่อซึ่งใช้เบื่อสัตว์ แต่ภายหลังถูกค้นพบว่าเมื่อใช้ปริมาณน้อยๆ มีผลช่วยลด Total Cholesterol ได้ แต่คุณกำลังเริ่มสะสมสารพิษในร่างกายไปทีละนิดๆ
 
 

Lipoprotein คืออะไร
Lipoprotein หมายถึง Lipid (ไขมัน) ที่จับอยู่กับโปรตีนด้วยแรงดึงดูดทางกายภาพที่ไม่ใช่พันธะโควาเลนต์ ในน้ำเลือดหรือพลาสมา (Blood Plasma) จะมี Lipoprotein หลายชนิดทำหน้าที่ขนส่งลิปิดจากลำไส้เล็กไปยังตับ และจากตับไปยังแหล่งสะสมไขมันและเนื้อเยื่ออื่นๆ เพื่อที่จะนำไปเลี้ยงและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย
Lipoprotein แต่ละชนิดจะมีปริมาณ Lipid และ Protein แตกต่างกัน ทำให้มีความหนาแน่นต่างกัน สามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มตามค่าความหนาแน่นคือ Chylomicron, Very Low Density Lipoprotein (VLDL) , Low Density
 
 

Lipoprotein (LDL) และ High Density Lipoprotein (HDL) แต่ละชนิดมีองค์ประกอบเป็น โปรตีน, Cholesterol, Phospholipid และ Triglyceride ดังแสดงในตารางและรูปที่ 2

 
 
  


 
 
 
 
   



ข้อมูลอีกอันหนึ่งเกี่ยวกับ LDL มีการเก็บข้อมูลของคนอินเดียและคนอเมริกันผิวขาวที่อาศัยอยู่ในอเมริกา ดังตารางข้างล่าง (จากหนังสือหน้า 121)





จากตาราง คนอินเดีย มีอัตราความอ้วน , ความดัน, LDL, สูบบุหรี่น้อยกว่าคนอเมริกันผิวขาวมากมาย แต่อัตราการตายของคนอินเดียกลับสูงกว่ามากมายหลายเท่า และสาเหตุของการตายที่มีอัตราสูงที่สุดคือโรคหัวใจ


ทำไมข้อมูลต่อไปนี้ไม่ถึงมือผู้บริโภค? 


Journal of the American Medical Association in 1995 : (จากหนังสือหน้า 123)


Our findings do not support the hypothesis that hypercholesterolemia or low HDL-C are important risk factors for allcause mortality, coronary heart disease mortality, or hospitalization for myocardial infarction or unstable angina in this cohort of persons older than 70 years.


สรุป สมาคมแพทย์อเมริกาแถลงไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ว่า สมมุติฐานที่ว่า Cholesterol สูง และ HDL ต่ำ เป็นเรื่องที่น่ากลัว เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหัวใจวายนั้น ไม่เป็นความจริง , ทำไมเมืองไทยทั้งประเทศไม่มีใครรู้หรือสนใจ แต่สนใจที่จะทำตามข้อมูลที่บริษัทยาให้มากกว่าเพราะอะไร?


Journal of the American Geriatric Society in 1991 :


Elevated total cholesterol was not found to be associated with CHD mortality in older men.



National Centre for Health Statistics :


Although coronary heart disease remains a leading cause of death and disability in old age, the relationship of serum cholesterol level to risk of coronary heart disease in old age is controversial. Data for 2,388 white person aged 65 – 74 … were examined to determine the relationship of serum cholesterol level to coronary heart disease incidence… there was no overall relationship between serum cholesterol level and coronary heart disease risk in either men or women…


สรุป ข้อมูลจากสถาบันต่างๆ ที่น่าเชื่อถือประกาศมาตั้งแต่ พ.ศ. 2534 ว่า ถึงแม้โรคหัวใจเป็นสาเหตุการตาย และความพิการสำหรับผู้สูงอายุแต่ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง ระดับ Cholesterol กับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน.....ทำไมเราไม่เคยได้ยิน?

ทำไมข้อมูลเหล่านี้จึงไม่ได้รับการเผยแพร่??


พฤติกรรมของบริษัทยา


บริษัท Rosuvastation (Crestor) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตยาขนาดเล็ก ใช้เงินในการส่งเสริมการขายยากลุ่ม Statin ในปีแรกสูงถึง 1 พันล้านเหรียญ  ยังไม่รวมอีก 6 บริษัทที่ใหญ่กว่ามากได้ส่งเสริมการขายไปก่อนแล้วแต่ไม่เปิดเผยถึงงบประมาณนี้


บริษัทยาจะเซ็นสัญญากับนักวิจัยว่าห้ามเปิดเผยข้อมูล โดยจะเลือกเปิดเผยเฉพาะข้อมูลที่มีผลประโยชน์กับบริษัทเท่านั้นและจ่ายเงินให้นักหนังสือพิมพ์เพื่อไปเขียนเชียร์ผลิตภัณฑ์ จัดประชุมสัมมนาทางวิชาการระดับนานาชาติ แล้วให้ข้อมูลการวิจัยซึ่งมีสถาบันที่ดูน่าเชื่อถือรับรองผล ให้กับหมอโดยตรง


ครอบงำ FDA เมื่อ FDA จะยอมรับยาอะไรก็ต้องผ่านการทดสอบในวิธีการที่ต้องใช้ทุนสูงมาก ตามแนวทางที่บริษัทยาตั้งไว้ แล้วประกาศเป็นกฎหมายบังคับใช้ ด้วยกระบวนการและวิธีต่างๆ ที่ได้กล่าวมาและพยายามผลักดันให้ ข้อมูลผลการวิจัยของบริษัทยาแทรกซึมเข้าไปในหลักสูตรการแพทย์


ผลเสียของ Statin (ตัวยาที่ใช้ในยาลดCholesterol)


-   ทำให้ปวดกล้ามเนื้อ


-   เป็นโรคกล้ามเนื้อสลาย


-   ในอเมริกามีผู้เสียชีวิตโดยตรงกับการใช้ยานี้ไปแล้ว 416 คน (เก็บข้อมูล 6 ปี)


-   มีพิษทำลายระบบประสาท ทำให้สูญเสียความจำ มึนงง เวียนหัว


ข้อมูลที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นผลเสีย


-   มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง


-   มีโอกาสเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ มากกว่าคนที่ไม่ได้กินยานี้ถึง 3 เท่า


- มีโอกาศเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น 27%

Statin ปัจจุบันเป็นยาอันดับ 1 ที่สร้างผลกำไรมหาศาลให้กับบริษัทยาทั่วโลก (ยกเว้นบริษัท Bayer ของเยอรมัน ที่มีจรรยาบรรณและได้ถอนตัวออกจากตลาดไปเมื่อปี 2001 เนื่องจากติดตามผล แล้วพบว่ามีผู้เสียชีวิตโดยตรงจากการใช้ยานี้ถึง 40 คน)


ลองย้อนกลับไปดูชีวิตมนุษย์เมื่อหมื่นปีก่อนางกายของเราถูกสร้างมาให้ทำอะไร กินอะไร และใช้ชีวิตยังไง ถ้าหากเราใช้ชีวิตถูกต้องตามที่ธรรมชาติออกแบบมา ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกินยา


สรุป


LDL และ HDL ไม่ใช่ Cholesterol และ Cholesterol เองก็ไม่ใช่ไขมัน เป็นความเข้าใจผิดหรือถูกบิดเบือนอย่างสิ้นเชิงที่ไปเรียก LDL ว่า “Bad Cholesterol” และเรียก HDL ว่า “Good Cholesterol” และระดับ Cholesterol ที่สูงไปบ้างก็ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด ตรงกันข้าม หากระดับ Cholesterol ในเลือดต่ำร่างกายจะไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองและสร้างฮอร์โมนได้ทัน อันเป็นสาเหตุของโรคแห่งความเสื่อมต่างๆ


ทิ้งท้าย 
เริ่มมีกระแสที่ถือว่าทันสมัยที่ว่าดู LDL อย่างเดียวไม่พอ ต้องดูให้ละเอียดไปถึง VLDL บางท่านก็บอกว่ามันเล็กกว่า LDL ตรวจยาก! โปรดดูรูปที่ 2 ท่านจะเข้าใจว่า “โดนบริษัทยาหลอกอีกแล้ว!”


ที่มา : หนังสือ The Great Cholesterol Con โดย Dr. Malcolm Kendrick ISBN 978-1-84454-610-7


ถ้า Cholesterol ไม่ใช่ผู้ร้ายตัวจริง แล้วอะไรเป็นสาเหตุของโรคหัวใจที่แท้จริง?

อันดับ 1  คือ  ความเครียด ความเร่งรีบ ความโกรธ  ความตื่นเต้น  การแข่งขัน  ความกดดัน  ตลอดจน  ความเครียด จากการสูญเสียคู่ชีวิต  การน้อยเนื้อต่ำใจ เป็นต้น


   ความเครียดทำให้ร่างกายขับฮอร์โมนร้ายออกมาเป็นชุด เช่น  ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันสูง เป็นต้น




ตัวอย่างในวันชิงแชมป์ฟุตบอลโลกที่ผ่านมาประเทศผู้แพ้ อัตราการตายด้วยโรคหัวใจวายสูงขึ้นกว่าวันธรรมดาหลายเท่า ตรงกันข้าม ฝ่ายประเทศที่ชนะการตายด้วยโรคหัวใจวายคืนนั้นน้อยกว่าปกติ เพราะฉะนั้นท่านผู้เป็นแฟนฟุตบอล แฟนมวย พึงมีสติ ระวังคอยควบคุมอารมณ์ตื่นเต้นให้ดีในการเชียร์กีฬา



   ท่านคงมีคำถามในใจว่า  ทำไมชาว  Aborigin  คนพื้นเมืองดั้งเดิมในออสเตรเลียซึ่งมีระดับ LDL ต่ำมาก แต่ทำไมถึงมีอัตราด้วยโรคหัวใจสูงกว่าฝรั่งออสเตรเลียนมากมาย  คำตอบคือชาว  Aborigin  มีความเครียดอย่างมากจากการถูกกดขี่  ข่มเหง  ดูถูกจากพวกฝรั่งมาช้านาน   พวกนี้เครียดมากเข้าก็หันไปกินเหล้า  ก็ยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้นไปอีก
   

   ทำนองเดียวกันชาวอินเดียที่อยู่ในอเมริกา  ทั้งที่กินมังสวิรัติกันเป็นส่วนใหญ่  กินเหล้า  สูบบุหรี่  ก็น้อยกว่าฝรั่งอเมริกันมาก  LDL  ก็ต่ำกว่ามากมาย  แต่หัวใจวายสูงกว่าฝรั่งหลายเท่า   เพราะชาวอินเดียในอเมริกาไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม  ถูกตั้งข้อรังเกียจ  กีดกัน  มีความเครียดสูงมาก
   

   จะเห็นได้ว่าคนไทยที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงมีความเครียดมากกว่าอยู่ในชนบทมาก 
   สังเกตดูอัตราการตายด้วยโรคหัวใจและมะเร็งสูงกว่าคนต่างจังหวัดอย่างชัดเจน  แน่ละครับปัจจัยอื่น ๆ มีผลด้วยเช่น  อากาสเสีย  มลพิษต่าง ๆ  ขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น  แต่ความเครียดเป็นปัจจัยสำคัญแน่นอน
   

อันดับ 2  คือ การอักเสบของผนังหลอดเลือด


สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้หลอดเลือดอักเสบคือ การที่มีเชื้อแบคทีเรียหลุดเข้าไปในการแสโลหิต โดยเริ่มจากเหงือกหรือฟันอักเสบ แบคทีเรียจะหลุดเข้าไปทางเส้นเลือดผ่านที่เหงือก เมื่อเจอจุดอ่อนที่ใดจะเข้าจู่โจมจนผนังหลอดเลือดเริ่มอักเสบ คล้ายบาดแผลขนาดจิ๋ว   LDL มีหน้าที่ตามธรรมชาติ เสมือนปูนฉาบที่เข้าซ่อมผนังกำแพงที่เริ่มร้าว เมื่อ LDL เข้าไปปิดแผลก็มีเกิดรอยนูนขึ้นเล็กน้อยในหลอดเลือด ก็เป็นจุดที่มักมีโลหะหนักและแคลเซียมเข้ามาเกาะสมทบ หากการอักเสบยังเกิดขึ้นซ้ำที่บ่อย การพอกดังกล่าวก็จะหนาขึ้นจนอุดตัน ยิ่งเกิดความเครียดขึ้น การจับตัวของเกล็ดเลือดในจุดเหล่านี้ ก็จะอันตรายยิ่งขึ้น   มีข้อสังเกตจากผู้ที่ไม่ใช่บริษัทยาว่าประมาณ  50% ของผู้ที่หัวใจวาย มีระดับ LDL ต่ำ การอักเสบของหลอดเลือดน่าเป็นสาเหตุสำคัญของเส้นเลือดอุดตัน  การทำ Oil Pulling ด้วยการอมน้ำมันมะพร้าว แล้วใช้ปากบังคับให้น้ำมันมะพร้าวผ่านซอกฟันไปมา 20 นาที Lauric  Acid ในน้ำมันมะพร้าวจะช่วยฆ่าเชื้อโรคในซอกฟันและเหงือก หากทำก่อนนอนและเมื่อตอนตื่นนอน จะรู้สึกด้วยตนเองว่าปากสะอาดกว่าวิธใดๆ และอาจช่วยป้องกันโรคหัวใจจากสาเหตุหลอดเลือดอักเสบได้ถึง 50% คุ้มยิ่งกว่าวิธีใดๆ เพราะเป็นการป้องกัน ไม่ใช่วิธีเป็นแล้วค่อยมาแก้ไข



อันดับ 3  คือไตรกลีเซอไรด์สูง


   Triglyceride เป็นไขมันในเลือดตัวจริงแต่บริษัทยาไม่พูดถึงนัก เพราะยา Statin แทบไม่มีผลในการลด Triglyceride สาเหตุที่สำคัญคนไทยมี Triglyceride สูงขึ้นกว่าในอดีตมาก เพราะปัจจุบันคนไทยกินน้ำตาลสูงขึ้นมาก จนไม่น่าเชื่อ ตัวเลขคือ 36 กก. ต่อคนต่อปี เพิ่มจากปี 2554   33 กก.ต่อคนต่อปี (ที่มา บ.เนสเล่ ประเทศไทย) ตัวเลขนี้หมายถึงรวมน้ำตาลที่มากับน้ำอัดลม กาแฟ น้ำชา น้ำผลไม้ นม อาหารหวาน คาว ทั้งหลาย ที่น่ากลัวคือพฤติกรรมการบริโภคอาหารตะวันตก เช่น น้ำอัดลม ไอศกรีม เค้ก คุกกี้ ขนมขยะทั้งหลาย อาหารที่มาจากแป้งขาว แม้แต่ข้าวขาวหรือผลไม้หวานจัด ก็เป็นสาเหตุให้ Triglyceride สูงขึ้น อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคหัวใจวาย การลดการกินน้ำตาลและอาหารทำจากแป้งขัด ข้าวเจ้า ซึ่งผิดธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์ นอกจากจะเป็นสาเหตุให้เส้นเลือดอุดตันแล้ว ยังมีส่วนทำให้เป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูงอีกด้วย
   

   น้ำตาลคือฆาตกรเงียบ นอกจากเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อร่างกายในระยะเวลายาวแล้ว ยังทำให้ผู้บริโภคเสพติดของหวาน ถ้าขาดหวานจะหงุดหงิด ก้าวร้าว จะเห็นได้ว่าเด็กในยุคนี้จะมีอาการก้าวร้าวขึ้นเรื่อยๆ ตามอัตราการบริโภคน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น ไม่หยุดยั้ง


   คนไทยโบราณเขารู้เรื่องนี้มานานแล้วครับ ไปถามผู้เฒ่าดูสิครับ จะทำให้หมาดุทำอย่างไร ? คำตอบส่วนมากก็รู้กันอยู่แล้วคือ เอาน้ำตาลคลุกข้าวให้มันกินเดือนเดียวมันก็ดุแล้ว แล้วลูกหลานคุณล่ะ?

   การขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม  ก็เป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้  Triglyceride  สูง  ซึ่งคนเมืองหลวงขาดกันมาก



อันดับ 4 กินไขมันไม่อิ่มตัวที่ผ่านขบวนการผลิตแบบใช้ความร้อนและเคมี
   

   50 ปีที่ผ่านมา พวกเราโดนล้างสมองให้เชื่อว่าน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันหมูที่เราเคยใช้ในอดีตมายาวนานไม่ดี เพราะมีไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) สูง  โดยเฉพาะวงการแพทย์จะมีข้อมูลให้คนไข้ว่าอย่ากินอาหารที่ทำจากกะทิ  น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันหมู เพราะ “ มี  Cholestorol สูง”  ทั้ง ๆ ที่น้ำมันมะพร้าวหรือกะทิไม่มีคอเลสตอรอลเลย   แต่นำเรื่องไขมันอิ่มตัวและคอเลสตอรอลมาปนกันจนคนไขว่เขว
   

   ผลปรากฏว่า 50  ปีที่ผ่านมา  ทั้งโรคหัวใจและมะเร็งของคนไทยพุ่งพรวด ๆ เป็นอัตราการตายลำดับ 1 และ 2  และไม่มีแนวโน้มว่าจะลด   ชาวเกาะที่กินกะทิ  กินน้ำมันมะพร้าวมาตลอด  การเป็นโรคหัวใจหรือมะเร็งต่ำมาก
เหมือนคนไทยในอดีต  น้ำมันพืชที่ขาย ๆ อยู่ในเมืองไทยปัจจุบันเป็นไขมันไม่อิ่มตัวเป็นส่วนใหญ่  ไม่ดีหรือ?  ดีครับถ้าเป็นน้ำมันไม่อิ่มตัวแบบบีบเย็น  เก็บในขวดสีชา  แช่เย็นทันทีเมื่อเปิดขวดแล้วใช้ไม่หมด    ข้อมูลที่เขาทำจากการวิจัยมาโฆษณานั้นดีจริงครับ  แต่เวลาเขาผลิตมาขายมันคนละตัวกัน  หลอกให้เชื่อแล้วก็เชือดสุขภาพของพวกเรามา  50 ปีแล้วครับ
   

   น้ำมันพืชขวดสีเหลือง ๆ ที่ขายกันทั่วไป  เป็นน้ำมันที่มีไขมันไม่อิ่มตัวที่ถูกผลิตด้วยกรรมวิธีทางอุตสาหกรรมที่ผ่านความร้อนประมาณ 220°c  ซึ่งน้ำมันไม่อิ่มตัวไวมากต่อการทำปฎิกริยากับออกซิเยนในอากาศ  ถึงไม่โดนความร้อนแค่  20  นาทีที่ทิ้งไว้ในอากาศก็เสื่อมแล้ว  แต่เขาผ่านความร้อน  220°c  ทำให้เปลี่ยนสภาพเป็น Transfat  ซึ่งอยู่ตัวเก็บไว้ได้นานไม่เหม็นหืนง่าย  แต่เป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับผู้บริโภค
   นอกจากนั้นการสกัดน้ำมันยังใช้สารเคมีเข้าช่วย  เพื่อให้การสกัดมีประสิทธิภาพสูง  น้ำมันพวกนี้จึงมีสารเคมีตกค้างอยู่ด้วย  แต่เขาอ้างว่าอยู่ในปริมาณที่ปลอดภัย !
   

   น้ำมันเมื่ออยู่ในขวด Plastic นาน ๆ  ก็ย่อมละลายสารก่อมะเร็งเข้าไปอยู่ในตัวน้ำมันที่เราจะนำไปบริโภค


   น้ำมันมะพร้าวบีบเย็น (Cold Presed Coconut Oil)  หรือ  Virgin Coconut Oil (VCO)  ปัจจุบันประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย  เขายอมรับกันแล้วว่าเป็นน้ำมันปรุงอาหารที่ดีที่สุดในโลก  เพราะเป็นไขมันอิ่มตัวชนิดที่เหมือนในน้ำนมมารดาเป็นธรรมชาติที่สุดมี Lauric Acid ที่เป็นภูมิต้านทานให้ร่างกายเหมือนนมแม่  โดนความร้อนก็มีโทษน้อยกว่าน้ำมันชนิดใด ๆ ในโลก เช่น น้ำมันมะกอก  ซึ่งดีมากถ้าใช้ทำสลัดคือ ไม่โดนความร้อน  แต่ถ้าไปผัด ไปทอด  กลายเป็นพิษทันทีจากไขมันไม่อิ่มตัวที่กลายเป็น Transfat
   

   สาเหตุของโรคหัวใจวายคงมีเรื่องอื่นๆที่หลายท่านจะพูดถึง เช่น ขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม แต่ความเครียดและอาหารที่คนไทยเราเปลี่ยนไปในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา เป็นสองเรื่องใหญ่ที่ฝรั่งเข้ามาสอนให้คนของเราละโมบ อยากรวยโดยคิดว่ารวยแล้วจะได้มีความสุข ผลปรากฏว่า เครียดๆๆ ขึ้นโดยลำดับ   โรคหัวใจที่ 60 ปีที่แล้ว คนไทยตายด้วยโรคนี้น้อยมาก กลายเป็นโรคที่ตายอันดับสองตกลงมาจากอันดับหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีที่มานี้เอง ถูกโรคมะเร็งแซงเป็นอันดับหนึ่งเพราะอัตราการเป็นมะเร็งของคนไทย เพิ่มขึ้น 100 เท่า (10,000%) ในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุเรากินอาหารและรักษาโรคด้วยยาเคมี ตามแนวฝรั่ง ทิ้งอาหารไทย แพทย์ไทย เลยตายทันสมัยเหมือนฝรั่งเปี๊ยบเลยครับ


ทิ้งท้าย


 


ที่มา http://www.dnaf.org/cholesterol.html